เมื่อป่าอเมซอนปอดของโลกถูกทำลาย เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนตามหน้าข่าว

เมื่อป่าอเมซอนปอดของโลกถูกทำลาย

เมื่อป่าอเมซอนปอดของโลกถูกทำลาย

ภาพประกอบจาก https://www.techoffside.com

เมื่อป่าอเมซอลปอดของโลกถูกทำลาย ภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนที่ได้ถูกแชร์ตามหน้าข่าว และบนโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก เผยให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล ที่รุนแรงมากกว่าครั้งใดและยังไม่มีทีท่าว่าจะดับลงง่าย ๆ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับป่าอเมซอนกันมากขึ้น แล้วทำไมป่าแห่งนี้ถึงมีความสำคัญ แอดวานซ์ไบโอ มีคำตอบค่ะ

ความสำคัญของป่าอเมซอน

ป่าอเมซอนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนที่สำคัญ เป็นป่าฝนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกินพื้นที่ถึง 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร และผลิตออกซิเจนได้สูงถึง 20 % จนได้ชื่อว่าเป็นปอดของโลก ซึ่งป่าอเมซอนตั้งอยู่ใน “ลุ่มน้ำอเมซอน” ที่ขนาดถึง 7.4 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 % ของละตินอเมริกา มีอาณาเขตรวม 9 ประเทศ คือ โบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เปรูและเวเนซูเอลา โดยพื้นที่ของป่ากว่า 60 % อยู่ในประเทศบราซิล

จากข้อมูลของ องค์การสนธิสัญญาความร่วมมืออเมซอน หรือ ACTO ระบุว่า ป่าอเมซอนยังเป็นเขตรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก โดยมีสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต 25 % ของโลกถูกค้นพบในป่าแห่งนี้ ทั้งยังมีพืชกว่า 30,000 ชนิด ปลา 2,500 ชนิด นก 1,500 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 500 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 550 ชนิด และแมลงอีกกว่า 2.5 ล้านชนิด

อเมซอน ปอดของโลก

ภาพประกอบจาก https://msprilt.wordpress.com

พื้นที่ของลุ่มน้ำอเมซอนครองพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งแม่น้ำอเมซอนยังเป็นแหล่งน้ำจืดที่มีความยาวถึง 6,900 กิโลเมตร และผลิตน้ำจืดที่ไม่ถูกแช่แข็งถึง 20 % ของน้ำจืดบนโลกด้วย อีกทั้งป่าอเมซอนยังทำหน้าที่ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 2,000 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าออกซิเจนที่ถูกปล่อยออกมา ทั้งยังกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 9 หมื่นล้านตันถึง 1.4 แสนล้านตัน ซึ่งช่วยในการควบคุมภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างมาก แต่การตัดไม้ทำลายป่าและเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าในครั้งนี้ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

ป่าอเมซอนไม่เพียงเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองอีก 420 ชนเผ่า โดยตลอด 11,000 ปีที่ผ่านมา ได้มีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าแห่งนี้มาโดยตลอด ซึ่งในปัจจุบันนี้มีประชากรอยู่ในป่าอเมซอนถึง 34 ล้านคนอีกด้วย

เมื่อปอดของโลกถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์

ทั้งนี้สถานบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล (National Institute for Space Research) หรือ INPE ได้เปิดเผยว่า มีเหตุไฟไหม้ป่าอเมซอนระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2019 เพิ่มขึ้นร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ทั้งยังมีเหตุไฟไหม้ป่า 71,497 ครั้ง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2019 เพิ่มขึ้นจาก 39,194 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี 2018 โดยมี 5 รัฐ ที่ประสบเหตุไฟไหม้ป่าเพิ่มขึ้นในปีนี้ และที่สำคัญสถานการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะดับลงได้ง่าย ๆ

ภาพประกอบจาก https://spaceth.co/

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามธรรมชาติ แต่ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่เริ่มเผาป่า เพื่อหาผลประโยชน์มากขึ้น การลุกล้ำพื้นที่ป่าจากกลุ่ม Deforest เพื่อใช้ในการเกษตร โดยพบว่าส่วนมากใช้วิธีการเผาป่าแทนการโค่นต้นไม้ดี ๆ นอกจากจะไม่ใช่วิธีที่ดีในการถางป่าแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย เพราะว่าป่าอเมซอนเป็นป่าที่มีขนาดใหญ่มากจึงทำให้ไฟลามได้ง่ายมาก และป่าอเมซอนยังอยู่ในเขตร้อนอีกด้วยทำให้มีปัจจัยการเกิดไฟป่าสูงมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าอเมซอนที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากความเห็นการตัวของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งยังได้ส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตของสัตว์ป่าที่ต้องสูญเสียบ้าน และโลกของเราที่ต้องขาดแหล่งผลิตออกซิเจนที่ใหญ่ที่สุดไป เมื่อเป็นเช่นนี้เราควรถามตัวเองได้แล้วว่า เมื่อไหร่จะหยุดทำลายโลกเสียที

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่

บริษัท แอดวานซด์ โนวฮาว จำกัด

1 อาคารกิตติกุล ซ.นาคนิวาส 47 ถ.ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 1023

Tel: 086 303 0051, 02 5380799

02 5383627, 02 5387280

Fax: 02 5373226

Email: info@advancebio11.com

Line: @advancebio

 

ข้อมูลจาก https://mgronline.com https://www.thairath.co.th https://spaceth.co/

Leave Your Comments